กรดไหลย้อน ห้ามกินอะไรบ้าง?
กรดไหลย้อน ควรกินอะไรดี?
และคำถามที่พบบ่อย
ของอาการกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน ห้ามกินอะไรบ้าง?

สำหรับผู้ที่มีภาวะ กรดไหลย้อน การเลือกอาหารสำคัญมากค่ะ การงดหรือหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดจะช่วยลด อาการ ได้มากเลย ซึ่งอาหารที่ควรงดเป็นพิเศษคือ:

  1. อาหารที่มีแก๊สมาก เช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ โซดา เครื่องดื่มชูกำลัง อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด อาหารรสเผ็ดจัด หรือถั่ว เพราะอาหารกลุ่มนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำย่อยมากยิ่งขึ้น
  1. อาหารไขมันสูง เช่น ของทอด ของมัน ช็อกโกแลต ฟาสต์ฟู้ด อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ นม เนย ชีส ไอศกรีม หรือไขมันจากเนื้อสัตว์ เป็นต้น เนื่องจากไขมันจากอาหารเหล่านี้จะไปรวมกับกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการจุก แน่น หรือร้อนที่กลางอกได้
  1. อาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า หน่อไม้ดอง ผักกาดดอง ผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม กิมจิ ซูชิบางชนิดที่มีผักดอง ล้วนมีส่วนเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดอาการจุดเสียดแน่นท้องได้
  1. ผักที่มีกรดแก๊สมาก เช่น หอมหัวใหญ่ดิบ ผักดิบทุกชนิด กระเทียม พริก พริกไทย หอมแดง เพราะผักเหล่านี้จะไปเพิ่มกรดแก๊สในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก
  1. ผลไม้ที่มีกรดมาก รสเปรี้ยวจัด เช่น ส้ม องุ่น มะนาว มะเขือเทศ สับปะรด หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยวจัด รวมไปถึงซอสมะเขือเทศก็ควรเลี่ยงด้วยเช่นกัน
  1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ สุรา ไวน์ ค็อกเทล หรือเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กระตุ้นให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารเปิดออก ทำให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหารได้ง่ายขึ้น

กรดไหลย้อน ควรกินอะไรดี?

อาหารที่แนะนำสำหรับผู้ที่เป็นกรดไหลย้อน คือ อาหารที่ย่อยง่ายและไม่กระตุ้นให้กระเพาะอาหารผลิตกรดเพิ่มขึ้น

  • อาหารที่มีใยอาหารสูง: เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ผักใบเขียว และผลไม้ที่ไม่เปรี้ยวจัด เช่น กล้วย แอปเปิ้ล แคนตาลูป แตงโม เพราะใยอาหารจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
  • อาหารไขมันต่ำ: เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เช่น อกไก่ ปลา ไข่ขาว เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารย่อยได้เร็วขึ้น ทำให้ไม่เกิดกรดค้างอยู่ในกระเพาะนาน
  • ไขมันดี: ถึงแม้จะต้องระวังเรื่องไขมัน แต่ร่างกายยังต้องการไขมันดีอยู่ครับ เช่น อะโวคาโด และน้ำมันมะกอก ซึ่งช่วยลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้
  • น้ำขิง: การดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี
  • กล้วยดิบ หรือผงกล้วยดิบ: ในกล้วยดิบมีสารแทนนินอยู่มาก ซึ่งมีฤทธิ์ในการสมานแผลและช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร แต่ไม่ควรทานมากเกินไป เพราะจะทำให้ท้องผูกได้

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกรดไหลย้อน

"กรดไหลย้อน" หรือ GERD คืออะไร? แตกต่างจากอาการแสบร้อนกลางอกทั่วไปอย่างไร?

“กรดไหลย้อน” หรือชื่อเต็มคือ Gastroesophageal Reflux Disease (GERD) คือ ภาวะเรื้อรัง ที่กรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคืองและมี อาการ ต่างๆ ตามมา

ความแตกต่างระหว่าง “กรดไหลย้อน (GERD)” และ “แสบร้อนกลางอก (Heartburn)”

  • แสบร้อนกลางอก (Heartburn):
    • คือ อาการ อย่างหนึ่งของกรดไหลย้อน
    • เป็นความรู้สึกแสบร้อนหรือปวดบริเวณหน้าอกส่วนกลาง มักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหาร หรือเวลานอนราบ
    • อาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราวกับใครก็ได้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคกรดไหลย้อนเสมอไป เช่น กินอาหารมื้อใหญ่เกินไป หรือกินอาหารรสจัดมาก
  • กรดไหลย้อน (GERD):
    • คือ ภาวะหรือโรค ที่มีการไหลย้อนของกรด เกิดขึ้นบ่อยครั้ง (เช่น สัปดาห์ละ 2 ครั้งขึ้นไป) และ/หรือ มีความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต หรือทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในหลอดอาหารได้
    • เกิดจากความผิดปกติของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างที่คลายตัวไม่สนิท ทำให้กรดไหลย้อนกลับได้ง่ายและบ่อยครั้ง
    • ผู้ป่วย GERD นอกจากอาการแสบร้อนกลางอกแล้ว อาจมี อาการ อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เรอเปรี้ยว เจ็บคอเรื้อรัง ไอเรื้อรัง เสียงแหบ กลืนลำบาก หรือจุกแน่นที่คอ

สรุปง่ายๆ: อาการแสบร้อนกลางอกเป็นเพียง หนึ่งในอาการหลัก ของกรดไหลย้อน แต่ถ้าคุณมีอาการแสบร้อนกลางอกบ่อยๆ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังเป็น โรคกรดไหลย้อน

นอกจาก อาการ “แสบร้อนกลางอก” ซึ่งเป็น อาการ ที่ทุกคนคุ้นเคยแล้ว กรดไหลย้อน ยังมี อาการ อื่นๆ ที่พบบ่อยและเป็นสัญญาณเตือนสำคัญดังนี้ค่ะ:

  • เรอเปรี้ยว/ขมคอ: เป็น อาการ ที่กรดหรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาถึงลำคอ หรือปาก ทำให้รู้สึกเปรี้ยวหรือขม
  • เจ็บคอเรื้อรัง: อาจรู้สึกระคายเคือง เจ็บแปลบ หรือแสบในลำคออยู่บ่อยๆ โดยไม่เป็นหวัด
  • ไอเรื้อรัง: กรดสามารถไหลย้อนขึ้นมาถึงคอหอยและกล่องเสียง ทำให้เกิดการระคายเคืองและเกิดอาการเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะไอแห้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ หรือไอนานๆ โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • เสียงแหบ หรือเสียงเปลี่ยน: เกิดจากการที่กรดไประคายเคืองกล่องเสียง ทำให้เสียงแหบหรือแหบในตอนเช้า
  • กลืนลำบาก หรือกลืนเจ็บ: รู้สึกเหมือนมีอะไรติดหรือจุกที่คอ หรือเจ็บขณะกลืน
  • จุกแน่นคอ/แน่นหน้าอก: บางครั้งอาจรู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ หรือแน่นหน้าอกคล้าย อาการ โรคหัวใจ (แต่ไม่ใช่)

หากคุณมี อาการ เหล่านี้บ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณของ กรดไหลย้อน ได้

อาการ เหล่านี้เป็นสัญญาณสำคัญของ กรดไหลย้อน ที่หลายคนอาจไม่ทราบ เมื่อกรดจากกระเพาะอาหาร ไหลย้อน ขึ้นมาสูงถึงบริเวณลำคอ กล่องเสียง หรือแม้แต่โพรงจมูก มันจะไป ระคายเคือง เนื้อเยื่อเหล่านั้น ทำให้เกิดอาการ…  
  • เจ็บคอเรื้อรัง: รู้สึกแสบหรือระคายเคืองคออยู่บ่อยๆ
  • ไอเรื้อรัง: โดยเฉพาะไอแห้งๆ ที่ไม่มีเสมหะ และมักไอมากตอนกลางคืนหรือหลังตื่นนอน
  • เสียงแหบ หรือเสียงเปลี่ยน: เพราะกรดไปทำลายเส้นเสียง ทำให้เกิดการอักเสบ
อาการ เหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้โดยที่คุณไม่รู้สึกแสบร้อนกลางอกเลยก็ได้ หรือที่เรียกว่า กรดไหลย้อนเงียบ (Silent Reflux) ซึ่งทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นภูมิแพ้หรือหวัดเรื้อรัง

กรดไหลย้อน กลายเป็นโรคฮิตในคนยุคใหม่ เพราะไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ง่ายขึ้นมากค่ะ สาเหตุหลักๆ คือ

พฤติกรรมการกิน :

  • กินเร็ว กินเยอะ กินไม่เป็นเวลา: ทำให้กระเพาะทำงานหนักและหลั่งกรดมากเกินไป
  • กินดึก/แล้วนอนทันที: กรดยังค้างในกระเพาะและไหลย้อนขึ้นมาได้ง่ายเมื่อนอนราบ
  • อาหารที่กระตุ้น: อาหารรสจัด (เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด), อาหารมัน/ทอด, ช็อกโกแลต, กาแฟ, แอลกอฮอล์

ความเครียดสะสม :

  • ความเครียดส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้กระเพาะหลั่งกรดมากขึ้น และหูรูดหลอดอาหารคลายตัวง่ายขึ้น

ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป :

  • น้ำหนักเกิน/อ้วนลงพุง: ไขมันที่พอกพูนจะดันกระเพาะอาหาร ทำให้หูรูดทำงานผิดปกติ
  • การนั่งทำงานนานๆ/ขาดการเคลื่อนไหว: ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง และเพิ่มแรงดันในช่องท้อง

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้กลไกป้องกันการไหลย้อนอ่อนแอลง ทำให้คนยุคนี้เสี่ยง กรดไหลย้อน ได้มากขึ้นนั่นเอง

ความเครียดส่งผลเสียต่อร่างกายหลายอย่าง รวมถึงกระตุ้นให้เกิด โรคกรดไหลย้อนได้. 

ความเครียดทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคกรดไหลย้อน. นอกจากนี้ ความเครียดยังส่งผลต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรืออาหารไม่ย่อย ซึ่งอาจส่งผลให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหารได้ง่ายขึ้น. 

กลไกที่ความเครียดส่งผลต่อกรดไหลย้อน :

  • กระตุ้นการหลั่งกรด:

ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนและสารเคมีบางชนิดที่ส่งผลต่อการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้มีการหลั่งกรดออกมามากกว่าปกติ. 

  • ส่งผลต่อการบีบตัวของกระเพาะอาหาร:

ความเครียดอาจทำให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ลดลง ทำให้การเคลื่อนตัวของอาหารในทางเดินอาหารช้าลง ซึ่งอาจทำให้กรดค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น และมีโอกาสไหลย้อนกลับได้. 

  • ส่งผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหาร:

ความเครียดอาจส่งผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหาร ทำให้หูรูดคลายตัวง่ายขึ้น ซึ่งเป็นช่องทางให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหารได้. 

  • ภาวะหลอดอาหารไวเกินต่อสิ่งกระตุ้น:

ความเครียดอาจทำให้หลอดอาหารมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น ทำให้ผู้ที่มีกรดไหลย้อนมีอาการแสบร้อนกลางอก หรือรู้สึกไม่สบายในหลอดอาหารได้ง่ายขึ้น. 

ผลกระทบของความเครียดต่อกรดไหลย้อน:

  • อาการแสบร้อนกลางอก:

ความเครียดทำให้กรดไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหารมากขึ้น ทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณหน้าอก. 

  • รู้สึกเปรี้ยวในปาก:

กรดที่ไหลย้อนขึ้นมาอาจทำให้รู้สึกเปรี้ยวในปาก หรือมีรสขมในปาก. 

  • คลื่นไส้ อาเจียน:

ความเครียดอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนได้. 

  • จุกเสียด แน่นท้อง:

ความเครียดส่งผลต่อการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง หรือท้องอืด

กรดไหลย้อน

แสบร้อน ท้องผูก ลำไส้แปรปรวน
ผมเลือก..เซตนี้

ประสบการณ์จากผู้ใช้จริง

**สามารถคลิกที่รูปเพื่อดูคลิปได้**

คุณชาคริต

มีอาการกรดไหลย้อนรุนแรง จากความเครียดโดนเฉพาะช่วงโควิด

พี่จิ๊บ Hashi GRD Plus

คุณจิ๊บ วสุ

มีอาการกรดไหลย้อน จนกระทบต่อการใช้เสียง ซึ่งมีผลต่อการทำงานเป็นอย่างมาก

คุณแพรว

เป็นกรดไหลย้อน เพราะชอบกินบุฟเฟ่ต์ กินเผ็ด ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

คุณบุญโชค

เป็นกรดไหลย้อน เพราะทานอาหารไม่เป็นเวลา เนื่องจากการทำงานที่ต้องเดินทางนาน

คุณวิศณุ

กรดไหลย้อน หูรูดกระเพาะอาหารเสื่อมมานานกว่า 16 ปี ชีวิตเร่งรีบจากการทำงานรับเหมา

คุณแหม่ม

กรดไหลย้อน กินอะไรก็จุกแน่นตลอด เคยหายใจไม่ออกจนต้องให้ออกซิเจน

คุณต้อม

กรดไหลย้อน จากการกินรสจัดและนอนทันทีหลังอาหาร จนจุกแน่น พะอืดพะอม นอนราบไม่ได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Shopping Cart